A-Ranger ตำนานนักรบผู้พิชิต
posted on 07 May 2008 09:31 by devata in FictionLegend of the A – Ranger
ณ ดินแดนที่เรียกว่า Toxicia เหล่าประชากรในดินแดนนั้นดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุข แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเกิดทุกขเภทภัยชนิดที่เรียกว่าทำให้ดินแดนแห่งนั้นใกล้จะล่มสลาย จึงทำให้เจ้าผู้ครองดินแดนต้องเร่งหาทางออก
การประชุมสภาแห่ง Toxicia ก็ได้เริ่มและมีมติว่า จะย้ายประชากรไปอยู่ ณ ดินแดนแห่งใหม่ ที่เรียกว่า Liveria ซึ่งเป็นดินแดนแห่งคำทำนาย ทว่า ดินแดนใหม่แห่งนั้นกลับถูกครอบงำด้วยอำนาจที่ชั่วร้ายนามว่า ลอร์ด Physios ซึ่งยากแก่การยึดครองของเหล่า Toxician อย่างมาก
อำมาตย์ผู้หนึ่ง จึงได้เอ่ยแก่พระราชาว่า “ข้าแต่ท่านราชา ในอดีตตกาล มีตำนานกล่าวขานถึงบุรุษผู้หนึ่ง เป็นชาว Carcinogenia ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งใน Toxicia ท่านผู้นั้น เคยต่อกรกับทหารของลอร์ด Physios ใน Liveria มาแล้ว”
พระราชาได้ฟังดังนั้นก็สงสัยและถามกลับไป “หมายความว่ายังไง”
“นั่นคือหนทางที่จะพิชิตลิเวอเรียอย่างไรล่ะฝ่าบาท แผนการยึดครองลิเวอเรียได้มีมานานแล้ว” อำมาตยเอ่ยตอบไปโดยพลัน
พระราชานั่งลูบคางอยู่สักพัก จึงเอ่ยถามขึ้นอีก “นั่นสินะ แต่เขาผู้นั้นคือใครรึ”
“เขาคือ Aldrin the Green” อำมาตย์หยุดไปชั่วขณะ แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นอีก “อัลดรินเป็นผู้พิทักษ์แห่งหมู่ไม้ แต่เขาก็ได้รับหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่าจากผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้านให้ต่อกรกับลอร์ด Physios แต่หน้าที่นั้นเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่เกินกำลังที่จะทำได้แต่ผู้เดียว”
“เขาต้องมีผู้ช่วยสินะ” ราชาเอ่ยเดาความคิดของอำมาตย์ “ใช่แล้ว ปุโรหิตได้เผยถึง 5 นักรบในตำนาน ทำให้ชาวเรามีความหวังมากขึ้นที่จะยึดครอง Liveria ได้และเขาก็คือหนึ่งในนั้น” อำมาตย์หยุดดูท่าทีของพระราชาว่าจะทำอย่างไรต่อ แต่พระราชาก็นิ่งเงียบ เขาจึงเอ่ยต่อ “แต่ผู้ถูกเลือกในตำนานนั้น อีก 4 เราไม่รู้จะไปหาที่ใดได้”
“เอาหละ” ราชาเอ่ย “หาลู่ทาที่จะรู้ว่าผู้ถูกเลือกคือใคร และส่งคนออกตามหาโดยพลัน”
ในขณะที่อำมาตย์กำลังจะเดินออกจากที่ประทับของพระราชา ทันใดนั้น เสียงเคาะของไม้เท้าก็ดังขึ้นในท้องพระโรง และร่างแม่มดเฒ่านางหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมุมมืดของท้องพระโรง
“อ่อนหัดจริงนะ ฟากัส อิ๊อิ๊อิ๊” นางเอ่ยขึ้นกับอำมาตย์พร้อมเสียงหัวเราะแหลมเล็กของนาง ทำให้ทั้งอำมาตย์และพระราชาที่อยู่ตรงนั้นถึงกับขนลุกซู่
“นะ นี่เจ้า อิเนล” อำมาตย์ฟากัสเอ่ยอย่างตะกุกตะกักกึ่งไม่พอใจ “เจ้าว่าข้าว่าอะไรนะ”
แต่ไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ทะเลาะกัน พระราชาก็ห้ามไว้ “เอาหละ พวกเดียวกันทั้งนั้น จะทะเลาะให้ได้อะไรขึ้นมา ไหน อิเนล ถ้าเจ้ามีอะไรที่ต่างไปจากท่านฟากัสก็เล่ามาซิ”
“แน่นอน ฝ่าบาท” นางตอบ ใบหน้าของนางแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว นางเอ่ยต่อ “เราได้อีก 3 แล้วฝ่าบาท”
“จะ จะ จริงรึ” พระราชาเอ่ยอย่างดีใจ “ความหวังของเราใกล้จะเป็นจริงแล้ว”
“ใช้แล้วเพคะ ฝ่าบาท” นางเอ่ย “Alcohol the Red แห่ง Liquoria ดินแดนแห่งภูต ผู้นำแห่งเหล่า A-Ranger จงก้าวออกมา”
ร่างชายหนุ่มหน้าตาหมดจดในชุดนักรบสีแดงก้าวออกมาจากเงามืด และยังไม่มีถ้อยคำใดๆเอ่ยจากปากของชายหนุ่มผู้นั้น นัยน์ตาสีแดงรุ่งโรจน์และผมสีดำขลับทำให้เขาที่อยู่ในชุดนักรบดูน่าเกรงขามและงามสง่ายิ่งนัก ความเงียบเข้าครอบงำหลังจากเสียงฝีเท้าที่ก้าวอย่างช้าๆของชายหนุ่มเงียบไป เขาหยุดอยู่ข้างๆแม่มดเฒ่า โค้งคำนับเล็กๆต่อพระราชา สี่คนในที่นั้นต่างไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงสีหน้าที่บอกอารมณ์ของแต่ละคนเท่านั้น หญิงชราแสยะยิ้ม ฟากัสงุนงนและจ้องไปที่ชายหนุ่มลึกลับคนนั้นอย่างไม่ละสายตา พระราชายิ้มที่มุมปากอย่างพอใจ แต่ใบหน้าของตัวชายหนุ่มเองกลับไร้ความสู้สึก
แปะ แปะ แปะ
เสียงตบมือของพระราชาดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ทำลายความเงียบงัน “ดีมาก ดีมาก” พระราชาเอ่ย “ถ้านี่คือความหวัง มันก็จะใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีแล้ว”
“ดีแต่เสนอหน้า มีน้ำยาจริงรึเปล่าก็ไม่รู้” ถ้อยคำเย้ยหยันดังออกมาจากเงามืดของผ้าม่านในท้องพระโรง
แต่ไม่ยังเห็นเจ้าของเสียง ทุกคนในท้องพระโรงต่างก็หันไปหาต้นเสียง มีเพียงชายหนุ่มชุดแดงที่วางท่าไม่กระดิก เพียงตาเท่านั้นที่ทำให้รับรู้ได้ว่าเขาก็ตอบสนองต่อเสียงนั้นเช่นกัน
ร่างๆหนึ่งค่อยๆเดินออกมา ภายผ้าคลุมศรีษะสีน้ำตาลเข้มมีใบหน้างดงามราวเทพธิดา ปรากฏแก่สายตาคนทั้งสี่ ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายผู้ที่กำลังเดินเข้ามาจ้องไปที่พระราชา นอกจากใบหน้าและผมสีน้ำตาลปิดหน้าผากแล้ว ทั้งร่างของเขาก็ถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมสีน้ำตาลที่สวมอยู่
เท้าของคนๆนั้นยังสาวก้าวเดินมาเรื่อยๆอย่างช้าๆ ไม่มีเสียงฝีก้าว มีเพียงเสียงผ้าคลุมลากพื้นเบาๆให้ได้ยิน
“เฟลวิส” เสียงของยายเฒ่าเอ่ยกับคนๆนั้น
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร” พระราชาเอ่ยถามกับทั้งสามที่อยู่เบื้องหน้า
“เขาคือ Aflatoxin the Yellow เพคะ ฝ่าบาท” แม่มดเฒ่าเอ่ยตอบออกไป “เช่นเดียวกับอัลดริน คนผู้นี้มาจาก Carcinogenia เหมือนกันเพคะ ฝีมือเก่งกาจหาตัวจับยาก”
“แล้ว เสียงของชายคนที่กล่าวถากถางพ่อหนุ่มชุดแดงนั่นล่ะ อืม คงยังไม่อยากออกมา แต่เท่านี้ก็ครบสามอย่างที่อิเนลว่าแล้วสินะ” พระราชาคาดเดาเสียงที่ตัวเองได้ยินเมื่อครู่ และเอ่ยออกไปโดยความคิดตัวเอง
“ข้านี่แหละ ไอ้แก่” ภายใต้ใบหน้าของหญิงสาว แต่เสียงที่เปล่งออกจากปากกลับกลายเป็นเสียงของชาย “แก่แล้วยังโง่อีก”
“นี่เจ้า...บังอาจนัก กล้าเรียกข้าแบบนั้นเชียวรึ” พระราชาตรัสอย่างขึงขัง
“เย็นไว้พะย่ะค่ะ ผ่าบาท...” ฟากัสทูลปราม “เทียบกับเรื่องที่เขาจะช่วยอาณาจักรของเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กนัก อย่าไปถือสาเลย ครึ่งหญิงครึ่งชายแบบนั้น น่าสมเพชเสียมากกว่า”
ผู้มากับชุดผ้าคลุมสีน้ำตาล ถึงกับเลิกผ้าคลุมหัวออกเมื่อได้ยินคำสบประมาทอย่างนั้น ผมสั้นประบ่าช่วยให้เขาดูเป็นชายมากขึ้น “ปากดีนักนะ ไอ้แก่” เขาเอ่ยกับฟากัสอำมาตย์เฒ่า “ทั้งนายทั้งบ่าว โง่พอกัน”
“นี่เจ้า...” ฟากัสเอ่ยบ้างเมื่อเจอกับตัวเอง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” พระราชาหัวเราะลั่น “ดี ดี แบบนี้ข้าชอบ นานๆทีจะได้เจอคนแปลกๆ”
“ไม่พูดไม่จาเลยนะ จอห์นนี่” ผู้มาใหม่ทักชายชุดแดง “เอาปากมาด้วยรึเปล่า”
“นั่นสินะ” เขาตอบ “ข้าพูดไม่ค่อยเก่งเหมือนเจ้าหรอก เฟลวี่”
“นี่พวกเจ้ารู้จักกันด้วยรึ”พระราชาเอ่ย
“ก็ไม่ได้อยากรู้จักนักหรอก” เฟลวิสตอบยียวนกวนประสาทตามเคย “แต่ด้วยหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ข้าก็เลยต้องรู้จักกับมัน”
“เอาหละ” เดี๋ยวจะทะเลาะกันเสียเปล่า เอาเป็นว่า ไหนล่ะคนที่เหลือ เจ้าไม่ได้พามาอีกรึ” พระราชาเอ่ยกับอิเนล
แม่มมดเฒ่านิ่งเงียบ สายตาจ้องไปที่อำมาตย์ฟากัส อำมาตย์เฟกัสเองก็มีท่าทีลุกี้ลุกลนผิดปกติ แล้วเขาก็เอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก “มะ ไม่มีแล้วพะยะค่ะ ฝ่าบาท”
“เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์” เฟลวิสเอ่ยกับอำมาตย์ “ข้ารู้ว่าเจ้าก็รู้...” และบรรยากาศก็ตึงเครียดมากขึ้น
“ธิดาองค์เดียวของพระองค์นั่นแหละเพคะ…”
“ซะ... ซะ... ซาร่า... เป็นซาร่าอย่างนั้นเรอะ...”
.
.
.
つづく