ว่าด้วยเรื่องของแร้งอีกที
posted on 29 Jun 2008 22:59 by devata in Ironicalเอนทรี่ที่ผ่านมา หลายคนเอ่ยเป็นเสียงดียวกันว่า ไม่เคยเห็นแร้งตัวเป็นๆ จะบอกว่า หลานๆเอ้ย ลุงเองก็ยังไม่เคยเหมือนกันนั่นแหละ ทีนี้ มาต่อดีกว่า เพราะยังมีอะไรเกี่ยวกับแร้งที่ลุงยังไม่ได้เล่าอยู่อีกเป็นอักโขภิณี
ก่อนอื่น จะเล่านิทานให้ฟังก่อน เรื่องมีอยู่ว่า สมัยก่อน ย้อนไปในยุกที่ยังไม่มีสมุดใช้ มีหมู่บ้านๆหนึ่ง ซึ่งไอ้เจิด ผู้ฉลาดเป็นกรด อาศัยอยู่ ไอ้เจิด มันจะคิดจะทำอะไรก็เก่งไปซะหมด เรื่องจวนตัวแบบไหนไอ้เจิดก็เอาตัวรอดได้ จนวันหนึ่งคนเฒ่าคนแก่อยากแก้เผ็ดมัน เพราะหมั่นไส้ที่ฉลาดเกินไป จึงไปเสาะหาผู้ที่คิดว่าฉลาดปราดเปรื่องมาหลอกให้ไอ้เจิดเสียท่าสักครั้ง ครานั้นเอง ครูจ่อยก็ปรากฏตัวขึ้น ขันอาสาจะเอาไอ้เจิดให้หงายตึงไปเลย
แผนของครูจ่อยก็มีว่า จะให้ต้มเนื้อแร้งที่ถือว่าเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจให้ไอ้เจิดมันกิน และก็เป็นผล ครู่จ่อย ทำตัวเป็นอาจารย์คนใหม่ประจำโรงเรียน ทำเป็นรู้กิตติศัพท์ ชื่นชมในความฉลาดจึง 'ต้มไก่' ไปฝากเด็กชายเจิดผู้หัวดีสักหน่อย
ไร้ซึ่งความสงสัย ไอ้เจิดกิน 'ต้มไก่' ของอาจารย์ไปซะเกลี้ยง ทีนี้ เรื่องซุบซิบในหมู่บ้านก็เกิดขึ้น ไอ้เจิดแอบไปได้ยินคนเขาหัวเราะคิกคักและคุยเรื่องที่ตัวเองตัวเองโดนหลอกให้กอนเนื้ออีแร้งของครูจ่อย ครานั้นเอง ความโกรธก็เกิดขึ้น “ไอ้เจิดเอ๊ย เอ็งเสียท่าครูจ่อยซะแล้ว” แต่แผนแก้เผ็ดของไอ้เจิดก็บรรเจิดขึ้นมา เย็นวันนั้น ไอ้เจิดไปหา ขี้แร้ง มาปั้นทำเป็นดินสอไว้เขียนบนกระดานชนวน (สอ แปลว่า ขาว ดินสอ ก็นึกเอาว่ามันคล้ายๆกับชอล์คนั่นแหละ)
วันสองวันต่อมา ดินสอที่ตากแห้งดีแล้ว ก็ได้เวลาที่ไอ้เจิดจะเอาไปเป็นของขวัญให้อาจารย์ “อาจารย์ครับ นี่เป็นของขวัญที่ผมอุตส่าห์ทำให้อาจารย์ ตอบแทนที่อาจารย์เลี้ยงต้มไก่ผม” อาจารย์ก็รับไปโดยที่ไม่สงสัยอะไร เดินกลับมานั่งที่ เด็กคนอื่นๆก็หัวเราะคิกคัก ไอ้เจิดยิ้ม แต่กระหยิ่มอยู่ในใจ สักพัก เหตุการณ์ก็ดำเนินไปตามแผน “ทำไมข้าเขียนแล้วไม่ติดกระดานเลยวะ” ครูจ่อยเอ่ยถามไอ้เจิด ไอ้เจิดก็ตอบไป “มันเป็นดินสอชนิดพิเศษต้องเลียก่อนถึงจะเขียนติด” ครูจ่อยก็ไม่ทันได้คิด ก็เลียไปหลายทีเหมือนกัน
“เราไม่รู้ว่ากินเนื้อแร้ง อาจารย์ก็อย่ารู้เลยว่ากินขี้แร้ง” ไอ้เจิดพูดเบาๆกับตัวเอง หุหุ
นี่เป็นนิทานที่ลุงฟังสมัยป.สี่ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำอะไร ควรตริตรองดีชั่ว ควรหรือไม่ควรเสียก่อน อย่าคิดสนุกเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ผลเสียอาจเกิดขึ้นได้ โดยที่ไม่รู้ตัว เหมือนครูจ่อย นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดคนที่มีนกแร้งเป็นตัวประกอบเฉยๆ ไม่มีเนื้อความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเล่าต่อในด้านล่าง
เล่าเรื่องแร้งกันต่อ จากที่ว่า แร้งเป็นสัตว์ที่กินซากนั้น ถ้าจะกล่าวในเชิงพุทธศาสนาก็ว่า แร้งเป็นสัตว์ผู้ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่น นี่แหละข้อดีของแร้งอย่างหนึ่ง (อย่างคห.สิบสามก่อนหน้าว่าไว้) /*แต่ในแอฟริกา แร้งบางชนิดก็ชอบโจมตีสัตว์ป่วยของชาวบ้าน ชาวบ้านจึงเกลียดนัก มันจึงไม่เข้าข่ายสัตว์ผู้ไม่เบียดเบียนข้างต้น*/ อีกอย่างที่เรารู้กัน มันก็เปรียบเป็นเทศบาลของป่าคอยกำจัดซาก กำจัดเชื้อโรค ไม่ให้แพร่กระจายไปยังสัตว์อื่นๆ เพราะเชื้อโรคอย่างเชื้อแอนแทร็กซ์หรืออหวาตกโรค หรือพิษของโบทูลินัมท็อกซินก็ทำอะไรแร้งไม่ได้ มันถูกสร้างมาเพื่อการนี้จริงๆ
อย่างไรก็ดี แร้งแพ้ยาต้านอักเสบที่เรียกว่า ไดโคลฟิแนก อย่างแรง /*เพิ่มเติมดูได้จากวิกิพีเดียภาคภาษาอังกฤษ*/
แร้ง ในคำพูดคำจาที่จะได้ไปปรากฏตามสำนวน สุภาษิต คำพังเพยของไทยนั้น ไม่ใคร่มีเท่าหมูเท่าหมา จะมีบ้างก็เช่น แร้งทึ้ง คือกริยาจะกละจะกลามอย่างแร้งเวลากินซาก โดยปริยายหมายถึงการกินหรือการกระทำลักษณะใดๆที่โดยนัยแล้วเหมือนการจ้องจะเอาให้ได้โดยไม่มองถึงความเหมาะสมหรือถูกต้อง อีกความหมายหนึ่งคือ หญิงแก่ที่จ้องจะครอบครองชายวัยอ่อนกว่า เป็นคำร่วมสมัย หรือความหมายกลางๆ เช่น แร้งถามหา หมายเอาคนจวนเจียนจะตาย จะได้เป็นอาหารของแร้ง
แต่ยังมีคำเปรียบเปรยจากแร้งด้วยคำว่า แร้ง คำเดียวอยู่อีกสักหน่อย หลายคนอาจจะไม่คุ้นกับแร้งในทำนองนี้สักเท่าใดนัก แร้งในลักษณะนี้ใช้เปรียบเทียบกับบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ เหตุคือแร้งมีใบหน้าอันทุรลักษณ์ แถมยังกินของเน่าอีก ตามวิสัยมนุษย์จึงมองไม่เห็นความดีของมัน ซ้ำร้าย เหตุจากธรรมชาติในวิธีการหากินของมัน ทำให้เกิดคำเปรียบเทียบนิสัยมนุษย์ดั่งแร้งเช่นนั้นเช่นนี้ดังจะกล่าวนี้
แร้งบางชนิดนั้นจ้องจะเอาประโยชน์กับสัตว์ใกล้ตาย เปรียบเป็นคนบางกลุ่มบางอาชีพ ที่หากินบนความเดือดร้อนของคนอื่น มีให้เห็นดาษดื่นอยู่ทั่วไป
ในฐานะที่แร้งเป็นนก ก็จะมีนกประเภทที่เลี้ยงลูกโดยการกินแล้วไปขย้อนป้อนลูก แร้งก็อยู่ในกลุ่มนั้น จึงเปรียบเป็นคนบางกลุ่มบางจำพวกที่กินคนเดียวไม่พอ ยังเอาไปแบ่งให้วงศาคณาญาติได้กินอีก เหตุให้ต้องเปรียบกับแร้งเพราะได้กล่าวไว้แล้ว ว่าแร้งนั้นทุรลักษณ์ คนจะได้ติดภาพลบไปในทันทีที่กล่าวถึง
และประการสำคัญที่จะไม่เอ่ยถึงไม่ได้เลย ซึ่งในบทความตอนที่แล้วก็ได้เอ่ยแล้ว ถ้าใครจะสังเกตเห็น นั่นคือ
บินสูง มองไกล แต่ดูของที่กินเข้าสิ
บินสูง เปรียบได้กับคนที่มีความคิดอันสูงส่ง ฐานะหน้าที่สูงกว่าคนทั่วไป มองไกล เปรียบได้กับ วิสัยทัศน์ชั้นเลิศที่เสนอจากความคิดอันเยี่ยม แต่สุดท้ายแล้ว กินอยู่กับซากเน่า ก็เปรียบเหมือน การเกลือกกลั้วอยู่กับอบายมุขก็ดี คอร์รัปชั่นก็ดี หรือสิ่งอันสกปรกโสมมอื่นๆโดยไม่ได้ดูว่าตัวเองควรจะอยู่ในบทบาทอะไร หรือได้พูดกล่าวอะไรไว้
แร้ง กลายเป็นคำปรามาสไป แต่แร้งต่างจาก เหี้ย คำด่าอมตะ ตรงที่ แร้ง จะถูกเอาภาพลักษณ์มาเปรียบเทียบ โดยที่ตัวแร้งเองไม่ได้เลวร้ายอะไร (บางชนิดก็พอตัว แต่บางชนิดกลับน่ายกย่อง) แต่เหี้ย จะเป็นพฤติกรรมของสัตว์ชนิดนั้นจริงๆ คือสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน (ไปกินไก่ของเขา เขาจึงเกลียดเอา) จึงเอามาเป็นคำด่าทอกันและกลายเป็นคำไม่สุภาพไปเสีย อย่างไรก็ดี แร้ง ถือว่าเป็นคำปรามาสที่บาดลึกมาก ไม่สมควรเลยที่เราท่านทั้งหลายจะทำตัวให้เขาว่าได้ว่าเป็นแร้ง ปุถุชนคนธรรมดา มีดี มีชั่ว ตามแต่กรรมจะปรุงแต่ง แต่จะดีจะชั่วอย่างไรก็ควรให้รู้อยู่แก่ใจตน
อะ อีกนิดหนึ่ง แร้ง ในภาษาเขมร เรียกว่า ตมาด
ฝูงแร้ง หรือ พวกแร้ง ก็เรียกว่า โพง ตมาด
ทิ้งท้าย บอกกล่าว
1. ยาของหมอยากุ้ง ยังไม่ได้ลองเลย เรื่องไปรษณีย์ อย่าไปเครียดกับมันเลย บางทีอาจเป็นที่ปลายทางก็ได้ ยังไงลุงก็ได้รับแล้ว ขอบคุณมากครับ
2. คุณเบียร์ รวมเล่มของซานะ คิดว่าถ้าไม่มีอะไรติดขัด จะไปร่วมสนุกครับ (อยากได้สิ ฮาออก)
edit
favicon หาย... ทำไงดี บอกผู้ใหญ่บ้านตีเกราะเรียกประชุมดีกว่า
ปล.ลองปั้นดินเกาหลีแล้วอะลุง ปั้นยากมากมาย (ปั้นตัวเล็กไปด้วยแหละ ว่างๆแวะมาดูได้นะขอรับ = =" ไว้จะลองปั้นใหม่ ยังกะ ปั้นยางงงง ยืดดดด
#1 By mymph on 2008-06-30 00:29