A-Ranger ตำนานนักรบผู้พิชิต (จบ)
posted on 22 May 2008 07:54 by devata in FictionLegend of the A-Ranger : Jurney's End
ท้องฟ้ามืดครื้ม เสียงฟ้าร้องดังอึงมี่ไปทั่วบริเวณปราสาท แสงแปลบปลาบของสายฟ้าลอดเข้ามาตามช่องระเบียงทางเดินระหว่างหอคอย กษัตริย์หนุ่มรีบรุดเข้าไปยังห้องมเหสีของพระองค์ นายทหารคนสนิทก็วิ่งตามไปติดๆ ระหว่างนั้น ชายชราในชุดสีเทาซึ่งเป็นโหรหลวงในราชวังก็เดินเข้ามาขวางทางพระองค์ไว้
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ ฝ่าบาท” โหรผู้นั้นทูลแก่กษัตริย์หนุ่ม “จะให้มเหสีของพระองค์ทรงคลอดวันนี้ไม่ได้เด็ดขาด”
“คนจะคลอดลูกมันห้ามกันได้ซะที่ไหนกัน” กษัตริย์หนุ่มตรัสตอบแก่โหร พระองค์เข้าใจเหตุการณ์และเจตนาที่โหรหลวงได้ทูลถวาย “จะเกิดอาเภทหรืออะไรก็ตามแต่ เราจะไปดูราชินี”
กษัตริย์หนุ่มทรงสาวเท้าดำเนินต่อไปอย่างเร่งรีบ ขณะนั้นเองหญิงชรานางหนึ่งในชุดดำก็โผล่มาขัดขวางเป็นรอบที่สอง “ไม่ได้เพคะ ฝ่าบาท”
“หลีกไป อิเนล” กษัตริย์กริ้วอย่างหนักและตรัสด้วยเสียงอันดัง
เปรี้ยง!!
ฟ้าผ่าลงมาที่ยอดหอคอยหนึ่งในหลายสิบยอดของปราสาท ทำให้ทั้งหมดซึ่งกำลังอยู่ตรงระเบียงระหว่างหอคอยนั้นต้องป้องศีรษะด้วยความตกใจ
ฟ้ายังคงกระหน่ำร้องต่อไป กษัตริย์หนุ่มยังดำเนินดุ่มเข้าไปในที่ประทับของราชินี
“พระประสูติการณ์ของบุตรของพระองค์จะนำหายนะมาสู่แผ่นดิน Toxicia นะเพคะ” อิเนลตะโกนออกมาอย่างดัง
กษัตริย์หยุดทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น แต่พระองค์ก็ตรัสตอบ “เด็กน่ะบริสุทธิ์เกินกว่าจะยัดเยียดถ้อยคำนั้นให้นะ อิเนล” แล้วทรงพระดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว
ไม่มีเสียงพูดของคนอีกต่อไป บรรยากาศรอบนอกนั้นน่าหวาดผวา แต่สองคนหญิงเฒ่าและชายชรากลับเหมือนว่าเขาเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ยากจะมีถ้อยคำใดจะอธิบายออกมาได้
“วันนี้เป็นวันจันทรคราส...” อิเนลเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งเงียบไปนาน นางต่อ “แต่ใครเลยจะรู้ เพราะเมฆฝนมาบังซะแบบนี้”
“อาเภทซ้อนกันแบบนี้ ข้ากลัวว่ามันจะเป็นมากกว่าที่ตำนานได้กล่าวไว้” โหรเฒ่าเดินดุ่มเข้าหาหญิงราพร้อมกับพึมพำ “ไม่เฉพาะท็อกซิเซียเท่านั้น แต่ทั้งโลกจะพินาศ เราจะทำยังไงกันดี...”
---------------------------------------------------------------
“ใช่แล้วเพคะ ฝ่าบาท” อิเนลเอ่ย “ธิดาของพระองค์ก็คือ Acetaminophen the White หนึ่งในห้าผู้พิทักษ์“
พระราชาแทบทรุดเมื่อพระองค์ทรงทราบว่าธิดาที่รักของพระองค์ต้องมีอนาคตคือกรำศึกเพื่อแผ่นดิน พระองค์ตรัสขึ้น “จะเป็นไปได้อย่างไรกัน”
“เป็นไปแล้วพะยะค่ะ” อำมาตย์ทูล “ตำนานได้กล่าวไว้ว่า หญิงสาวผู้ครอบครองเครื่องรางดาวหกแฉกจะเป็นผู้ให้กำเนิด Acetaminophen หญิงผู้นั้นก็คือราชินีของพระองค์นั่นเองพะยะค่ะ แต่..”
ไม่ทันที่อำมาตย์จะเอ่ยต่อ อิเนลแม่มดเฒ่าก็เอ่ยขัด “พอแล้วท่านอำมาตย์” นางหันไปทูลต่อพระราชา “เป็นความจริงเพคะ ฝ่าบาท องค์หญิงซาร่าถูกเลือกแล้วเพคะ”
พระราชามีท่าทีกลัดกลุ้มอย่างหนัก “แล้วคนที่ห้าล่ะ ให้มีกันแค่สี่คนโดยไม่ต้องมีลูกสาวเราจะได้มั้ย” พระราชาตรัสถามอย่างไม่หวังคำตอบ
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงดี แต่เรายังไม่พบนักรบคนที่ห้าเลยเพคะ อัลดรินเองก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง ณ ดินแดนศัตรู ถ้าธิดาของพระองค์ไม่เสด็จด้วย คงจะมีแต่จอห์นนี่กับเฟลวิสไปกัดกันเองกระมังเพคะ เฮ่อ...” อิเนลกล่าวเสร็จพร้อมกับถอนหายใจยาวและสาวเท้าก้าวเดินออกไปจากท้องพระโรง
“ให้ข้าไปเถอะเพคะ ท่านพ่อ” เสียงหญิงสาวเอ่ยขึ้น พร้อมๆกับร่างของนางที่ค่อยๆลอยลงมาจากเบื้องบน “พักหลังข้าสัมผัสถึงพลังบางอย่างที่แข็งแกร่งและเป็นมิตร นั่นอาจเป็นนักรบคนที่ห้าอย่างที่แม่เฒ่าอิเนลกล่าวก็ได้เพคะ”
นั่นเคือองค์หญิงซาร่า พระภูษาสีเงินทั้งองค์กับเส้นพระเกศาดำขลับ ขับพระพักตร์ที่ขาวผ่องให้โดดเด่นยิ่งกว่าหญิงใด พระโอษฐ์เอิบอิ่มและมีสีแดงสด งดงามจนยากที่ชายใดจะไม่หันมอง
“นั่นหละคนทรงแห่ง Toxicia ข้าอยากรู้นักเชียวว่าคนที่พูดว่าเป็นหัวหน้านักรบจะมีพลังเทียบได้สักเสี้ยวหนึ่งของแม่คนนั้นรึเปล่า” เฟลวิสเอ่ยเบาๆ พร้อมกับสายตาที่มองการมาอันแปลกประหลาดขององค์หญิง คนที่ถูกพาดพิงถึงก็รู้ตัวแต่ก็ไม่ยอมเสียบุคลิกนิ่งประดุจหินไปโดยง่าย นักรบในชุดสีแดงยังคงทอดสายตาเย็นชากับทุกๆสิ่งที่จ้องมอง แม้แต่ธิดาอันเลอโฉมของกษัตริย์ก็ไม่ทำให้แววตาเขากลายเป็นอื่นไปได้
หนึ่งเดือนผ่านไป หลังจากการทูลถึงเรื่องการมาของนักรบของอำมาตย์กับอิเนลต่อพระราชา ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆของบรรดานักรบทั้งสามเกิดขึ้น แต่กองทัพนั้นก็ได้เตรียมการบุกลิเวอเรียก่อนหน้านั้นต่างหากแล้ว
เช้าวันที่อากาศสดใส ในวันเปิดประชุมขุนนางชั้นผู้ใหญ่ อิเนลรีบรุดเข้าเฝ้าพระราชา และฝ่าที่ประชุมไป “หนึ่งเดือนล่วงไปแล้วยังไม่มีการทำอะไรเลยหรือเพคะฝ่าบาท” นางเอ่ยด้วยใบหน้าค่อนข้างไม่พอใจ
“ข้าคิดว่า จะให้บรรดานักรบในตำนานที่ท่านได้ว่าไว้ นำทัพทหารไปในอีกสามวันข้างหน้านี้” พระราชาตรัส ใบหน้าที่เศร้าหมองยังความหดหู่แก่ข้าราชบริพารเป็นอันมาก
“ทำดีแล้วพะยะค่ะ ฝ่าบาท” อำมาตย์คนสนิททูลปลอบพระทัย
กองทัพที่ทรงแสนยานุภาพของ Toxicia กำลังมุ่งหน้าลงใต้สู่ดินแดนแห่งลิเวอเรีย สามแม่ทัพใหญ่ควบม้า นำทัพสู่สงครามที่กำลังจะอุบัติขึ้นในไม่ช้า
เหยี่ยวสื่อสารบินเข้าเกาะที่แขนของเฟลวิส บุรุษรูปงาม เขาแกะจดหมายออกจากขาของนก และคลี่อ่าน ใบหน้าฉงนสนเท่ห์ก็เกิดขึ้นเมื่อได้อ่านจดหมาย
“ว่ายังไงบ้าง ในนั้น” จอห์นนี่เอ่ยปากถามเฟลวิส
“ก็ไม่ว่ายังไงหรอก” เฟลวิสเอ่ยตอบ “ก็แค่ข่าวสารเล็กๆน้อยๆ ตาเฒ่าอัลดรินที่ไปก่อนหน้านั้นเสียท่าลอร์ดแห่งลิเวอเรีย ถูกจองจำอยู่ในคุกเรียบร้อยแล้ว และได้ข่าวว่าเฮ็ปตอส แม่ทัพคนใหม่ของไอ้ลอร์ดนั่นน่ะ จะเก่งเอาการเลยทีเดียว”
เสียงเกือกม้าดังกุบกับแทนการเอ่ยถามของผู้ใด ทุกคนต่างรู้ดีว่าอัลดรินนั้นเดินทางไปยังดินแดนลิเวอเรียก่อนหน้านี้นานมากแล้ว และไม่ได้ข่าวคราวของเขาอีกเลย แน่นอนทีเดียวที่พวกนั้นจะต้องเตรียมรับมือกับกองกำลังที่จะเสริมทัพตามไป ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะบุกยึดดินแดนนั้น
สิบห้าวันผ่านไป หลังจากรอนแรมผ่านภูมิประเทศที่แสนทุรกันดาน ทัพของ Toxicia ก็มาถึง ณ นอกเขตกำแพงเมืองลิเวอเรีย อย่างที่ทุกคนคิด ทหารฝั่งนั้นรู้และได้เตรียมการรับมือไว้อย่างดี กำแพงชั้นนอกถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่าพวกลิเวอเรียต้องตั้งรับการบุกรุก ทาง Toxicia จึงได้วางแผนบุกไว้อ่ยางดี
ในคืนเดือนมืด หลังจากที่ตั้งค่ายนอกเมืองได้ห้าวัน ทัพทั้งหมด ได้กรูเข้าบุกลิเวอเรียอย่างบ้าคลั่ง และทำลายประตูเมืองไปได้ การรบเกิดขึ้นแล้ว
-----------------------------------------------------------------
“โธนาอิกเทล!!!” คาถาเวทมนตร์ของแม่ทัพหนุ่มชุดแดงถูกร่ายพร้อมกับเปลงเพลิงที่พวยพุ่งออกจากฝ่ามือ กองทัพทหารฝ่ายตรงข้ามถูกไฟคลอกกรีดร้องด้วยความทรมานแสนสาหัส
“โรเซนดารัน!!!” แม่ทัพเฟลวิสเปล่งเสียงและสายฟ้านับไม่ถ้วนก็ฟาดลงบนผืนดินที่ทหารฝั่งศัตรู ทำให้พื้นดินระเบิดรุนแรงและทหารฝั่งศัตรูกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงทหารของทอกซีเซียก็ร้องขึ้นในอีกฟากของสนามรบ ทหารเหล่านั้นถูกผู้มีพลังมหาศาลกำลังคร่าชีวิต อย่างที่แม่ทัพของทอกซีเซียกำลังทำกับทหารของฝั่งตรงข้าม
นับร้อยนับพันต้องจบชีวิตลงในเวลาอับรวดเร็ว ทหารบางคนแทบไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดก่อนสิ้นลม กองเลือดและซากศพเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ เสียงแตรประโคมดังของฝั่งตรงข้ามช่วยให้ทหารฮึกเหิมขึ้น แต่เสียงกลองชัยของทอกซีเซียเองก็ทำหน้าที่ได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
“อิม เอลควา โฮคาเร” แม่ทัพหญิงหนึ่งเดียวของทอกซีเซีย เอ่ยร่ายคาถาออกจากปาก พร้อมกับกระโดดถลาเข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางกองทหารของศัตรู ม่านพลังห่อหุ้มนางไว้จากคมหอกและคมธนูที่ยิงสวนเข้ามา ไกลถึงกลางกองทัพที่นางกระโดดได้ เมื่อนางถึงพื้น นางยืนขึ้นก็กระทุ้งไม้เท้า ทันใดนั้นเองแรงลมมหาศาลก็กำเนิดจากจากปลายไม้เท้านั้นในทุกทิศทางเป็นรัศมีขยายออกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทหารเกือบหมื่นที่อยู่รายรอบถูกแรงลมปะทะสิ้นลมหายใจในพริบตาเดียว
“นั่นหละ อานุภาพของนาง” เฟลวิสเอ่ยพร้อมกับแกว่างดาบตวัดคู่ต่อสู้ไปด้วย
การต่อสู้ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนฟ้าสาง จนเลยเที่ยงวันไปแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการแพ้ขนะเกิดขึ้น และในบ่ายนั้นเอง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อท้องฟ้าที่สดใสกลับมีกลุ่มเมฆดำทมึนมาบดบังอย่างรวดเร็ว ทหารทั้งสองฝ่ายต่างก็หวาดกลัวด้วยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ทรงเวทฝ่ายไหน
“อย่างนี้ก็สวยสิ” เฟลวิสเอ่ยพร้อมกับร่ายคาถาสายฟ้าฟาด อีกครั้ง เป็นสายฟ้าที่รุนแรงและมีจำรวนมากกว่าเดิมมาก
ตูม ตูม ตูม
เสียงกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวนัดสิบๆครั้งจากสายฟ้าที่ระเบิดกลางอากาศ สายฟ้าฟาดไม่ถึงพื้นด้วยอำนาจบางอย่าง
เสียงโห่ร้องจากทหารฝ่ายตรงข้ามก็ดังกระหึ่มตามมาไม่ช้า เพราะพวกนั้นรู้ว่าจอมทัพของพวกเขามาแล้ว
“โรโดกรา เลซานา” แม่ทัพจอห์นนี่ชูมือขวาร่ายคาถาออกมาด้วยเสียงอันดัง และลูกไฟขนาดใหญ่จำนวนมหาศาลก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้าเข้าโจมตีทหารฝั่งตรงข้าม แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อลูกไฟเหล่านั้นค่อยๆเปลี้ยนทิศทางมาโจมตีทหารของฝั่งทอกซีเซียเสียเอง
“อ๊ากกกกก...”
เสียงร้องของทหารดังระงมไปทั่วสนามรบ
“อะไรกัน” จอห์นนี่อุทาน เป็นครั้งแรกที่เฟลวิสได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกขนาดนั้นของแม่ทัพชุดแดง
ในห้วงความตะลึงงันในเหตุการณ์เมื่อครู่ ชายในชุดสีน้ำตาลก็พุ้งเข้าหาจอห์นนี่ พร้อมกับดาบที่คมกริบ
ฉึบ...
ตุบ!!
ศีรษะของแม่ทัพชุดแดงร่วงลงสู่พื้น...
เฟลวิสนัยน์ตาเบิกกว้าง
พรึบ...
ร่างไร้ศีรษะของจอห์นนี่ร่วงลงพื้น
“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”
เฟลวิสทิ้งดาบและวิ่งเข้าหาร่างที่ไร้วิญญาณของจอห์นนี่
“จะร้องทำซากอะไร” เสียงแม่ทัพชุดน้ำตาล ผู้ปลิดชีวิตจอห์นนี่ กระโดดพุ่งตามเอาคำพูดไปเอ่ยกรอกหูเฟลวิส ด้วยน้ำเสียงเย็นชาและง้างดาบ
เพล้ง ...
ดาบกระเด็นออกจาก มือของแม่ทัพ
“คู่ต่อสู้ของเจ้า คือข้าต่างหาก เฮ็ปตอส” องค์หญิงซาร่าเอ่ยพร้อมกับเรียกไม้เท้าที่ขว้างออกไปกับดาบที่จะกุดหัวเฟลวิส มาสู่พระหัตถ์
“ขอบพระทัย องค์หญิง” เฟลวิสเอ่ยด้วยอาการสั่นกลัว พร้อมๆกับน้ำตาที่ไหลพรากด้วยความเสียใจต่อการจากไปของสหาย เขายกศีรษะและประคองร่างของจอห์นนี่ขึ้นมากอดและร้องไห้เสียใจอย่างสุดซึ้ง เป็นภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก
“ข้าจะกุดหัวเฮ็ปตอส ล้างแค้นให้สหายเจ้าเอง” องค์หญิงเอ่ยและเข้าโรมรันกับศัตรูในทันที
ประกายแสงแปลบปลาบเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รับรู้ว่ากำลังมีการต่อสู้เกิดขึ้น ทั้งคู่นั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วไปในท้องฟ้าประดุจสายฟ้า ไม่มีสายตาคู่ไหนจะมองได้ทัน
จากบ่ายเรื่อยไปจนเย็น ค่ำ และเวลาก็ล่วงเข้าวันที่สอง ทั้งคู่ยังคงต่อสู่กันอยู่แบบนั้น ทหารบนสนามรบล้วนตายเกลื่อนเกือบหมด ที่เหลือก็ถอยร่นไปยังฐานที่มั่นของตน
สายฝนโปรยปรายลงมาชะล้างลานสังเวยศพนับหมื่น น้ำฝนสีเหลืองจากการชะล้างเลือดที่แห่งกรังของบรรดาศพที่นอนตายอยู่บนพื้นดิน แสงแปลบปลาบจากการต่อสู่เข้ากับบรรายากาศฝนตกที่มีสายฟ้าแลบได้อย่างกลมกลืน ทั้งคู่ไม่มีท่าทีเหนื่อยอ่อน
จนล่วงเข้าวันที่สาม ที่ทั้งคู่ดูจะเผยความเหนื่อยล้าออกมา ทั้งสองหยุดลงมายืน ณ สนามรบคนละฝั่ง และปล่อยม่านพลังต่อสู่กับแทน
วันที่สี่ผ่านไป แล้วก็มาถึงรุ่งเช้าของวันที่ห้า เมื่อทั้งคู่หมดกำลังที่จะยืนอีกต่อไป การรบก็ยุติลงเท่านั้น...
----------------------------------------------------------------
“เป็นยังไงบ้าง ลูกพ่อ” พระราชาตรัสแก่องค์หญิงที่บรรทมอยู่บนพระแท่นที่กำลังลืมพระเนตรมองพระบิดา
“่ข้าทำไม่สำเร็จ” องค์หญิงเอ่ยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา รอบข้างของพระนางมีข้าราชบริพารห้อมล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก
“พ่อดีใจที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย”
-----------------------------------------
“เราเสียนักรบในตำนานไปหนึ่งคน” อำมาตย์คนสนิทเอ่ยขึ้นกับอิเนล ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ในซุ้มของอุทยานในวัง ถกกันเรื่องบรรดานักรบ
“ไม่หรอก ตำนานเพิ่งจะเริ่มต้น และกงล้อแห่งชะตากรรมก็หมุนแล้ว คิดรึว่าคนที่เป็นถึงหัวหน้านักรบจะมีบทบาทเพียงเท่านั้น” อิเนลร่ายยาว
“จอห์นนี่กลายเป็นศพกลับมา เจ้ายังพูดแบบนี้อีกรึ” อำมาตย์ฉงน
“เขาจะเกิดใหม่และแกร่งขึ้น เราจะรอวันนั้น” อิเนลตอบ “สงสารก็แต่เฟลวิส ถึงต่อหน้าคนอื่น สองคนนั้นจะทำเหมือนไม่รู้จักกัน แต่ความจริงพวกเขารักกันเหมือนพี่น้อง”
“พลังของนักรบคนที่ห้าที่มอบให้กับซาร่ายังไม่สามารถต่อกรกับมันได้” ราชินีที่เดินเข้ามาอย่างเงียบกริบ พึมพำเป็นปริศนาให้สองคนนั้นได้งุนงงเล่น
------------------------------------------------------------
อะจบบริบูรณ์
การ์ตูนเต้นระบำ
กระต่ายกอดกันอยู่ใต้ต้นโพธิ์...
-------------------------------------------------------------
ปล1. แต่งไว้เลยมาต่อให้จบ
ปล2. ตอนที่แล้วอ่านได้ที่นี่ อันนี้ถ้าไม่อ่านตอนที่แล้ว ความไม่รู้เรื่องจะยกกำลังแปดโดยอัตโนมัติ
ปล3. ใครอ่านไม่รู้เรื่องก็ขออภัย
ปล4. ใครสับสนกับภาพลักษณ์ลุงในเอนทรี่นี้ ข้ามไปก่อนได้ อันนี้ลุงขอปล่อยแก่ แต่งฟิค
ปล5. พอและ
แบบว่าเพิ่งเข้ามาอ่าน หุหุ
ปล่อยแก่ต่อไป!! - -"
#1 By ~*๐บุษบาไร้พ่าย๐*~ on 2008-05-22 09:29