วันวิสาขบูชา

posted on 19 May 2008 06:39 by devata  in Moral

วันวิสาขบูชา “วันสันติภาพโลก”


วันวิสาขบูชา เป็นวันที่สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งเกิดขึ้นในวันและเดือนเดียวกัน คือ ในวันเพ็ญ(ขึ้น ๑๕ ค่ำ) เดือน ๖ หรือเดือนวิสาขะ พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว ในห้วงระยะเวลาที่ต่างกันคือ


ประสูตรครั้งแรก เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ โอรสพระเจ้าสุทโธธนะ และ พระนาง สิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ โดยประสูติที่ป่าลุมพินีวัน ณ เขตแดนรอยต่อระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ของฝ่ายพระราชบิดา กับกรุง เทวทหะของฝ่ายพระราชมารดา


ตรัสรู้ครั้งที่สอง เกิดเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ออกทรงผนวชได้ ๖ ปี พระชนมายุ ๓๕ พรรษาได้ ตรัส รู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ริ่มฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประเทศมคธ ปัจจุบันคือที่ตั้งพุทธคยา


ปรินิพพานครั้งที่สาม เกิดเมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ณ เมืองกุสินารา


เหตุการณ์สำคัญทั้งสามประการนี้ เกิดขึ้นในวันและเดือนเดียวกันทางจันทรคติ ซึ่งนับวันขึ้นแรม ตามวิถีการโคจร ของดวงจันทร์ เป็นหลักในการกำหนดวัน เดือน และปี ซึ่งยังคงใช้กันมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ ควบคู่กันไปกับการกำหนดวัน เดือน และปีทางสุริยคติ ซึ่งเป็นไป ตามวิถีการโคจรของดวงอาทิตย์ นับเป็นเรื่องอัศจรรย์ ซึ่งยังไม่เคยมีการประจวบกันเช่นนี้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใด มาก่อนจนตราบเท่าปัจจุบัน


แต่ความอัศจรรย์ดังกล่าว ก็ยังไม่เทียบเท่ากับการอุบัติของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก และได้ ทรง ประดิษฐาน พระพุทธศาสนาเพื่ออนุเคราะห์โลกให้เกิดประโยชน์สุขแก่มนุษยชาติและสัตว์โลกทั้งมวล
วันวิสาขบูชาจึงนับว่าเป็นวัน สำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นวันที่ก่อให้เกิดพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้พระธรรมและนำมา สั่งสอนแก่สรรพสัตว์ และพระสงฆ์สาวกผู้สืบ พระศาสนาต่อมาจนถึงปัจจุบัน


ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย


วันวิสาขบูชา ปรากฏตามหลักฐานว่า ได้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะได้แบบอย่าง มาจากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๒๐ พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่าง มโหฬารเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กษัตริย์ลังกา ในรัชกาลต่อๆมา ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่


สมัยสุโขทัยนั้น ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาใกล้ชิดกันมาก เพราะพระสงฆ์ชาวลังกา ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่า ได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

ในหนังสือนางนพมาศได้กล่าวบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชาสมัยสุโขทัยไว้ พอสรุปใจความได้ว่า


“เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัยทั่วทุก หมู่บ้านทุกตำบล ต่างช่วยกันทำความสะอาด ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษ ด้วยดอกไม้ของหอม จุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นการอุทิศบูชาพระรัตนตรัยเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็น ก็เสด็จพระราช ดำเนิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ไปยังพระ อารามหลวงเพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน ส่วนชาวสุโขทัยชวนกันรักษาศีล ฟังธรรมเทศนา ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ สามเณร บริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา คนแก่ คนพิการ บางพวกก็ชวนกันสละทรัพย์ ปล่อยสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา เพื่อชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้คนอายุ ยืนยาวต่อไป"


ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยอำนาจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เข้าครอบงำประชาชนคนไทย และมีอิทธิพลสูงกว่าอำนาจของพระพุทธศาสนา จึงไม่ปรากฎหลักฐานว่าได้มีการประกอบพิธีบูชาในวันวิสาขบูชา จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๖๐) ทรงดำริกับ สมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟูการประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อมีพระประสงค์ให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล เป็นหนทางเจริญอายุและอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และอุปัทวันตรายต่างๆ โดยทั่วหน้ากัน


ฉะนั้น การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทยจึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน


วันวิสาขบูชา เป็น "วันสำคัญของโลก" โดยการยกย่องของสหประชาชาติ


ในการประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเข้าร่วม อาทิ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฐาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้ตกลงกันที่จะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติประกาศวัน วิสาขบูชา ให้เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ


และในการเยือนของประเทศต่างๆ ในอินโดจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา ในปี ๒๕๔๒ ก็ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือ และได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ได้ด้วยดี


คณะทูตถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กได้จัดเตรียมร่างข้อมติ และได้ขอเสียงสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆเพื่อให้มีการรับรองข้อมติเรื่องการประกาศให้วันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดของสหประชาชาติในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔


โดยที่สหประชาชาติประกาศวันหยุดเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และจะเป็นปัญหาในเรื่องงบประมาณ และการบริหารแก่ สหประชาชาติ หากประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุด ศรีลังกาจึงได้ตัดสินใจที่จะเสนอร่างข้อมติ ขอให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลที่สหประชาชาติ ทั้งที่สำนักงานใหญ่ และสำนักงานต่าง ๆ แทนการเสนอให้เป็นวันหยุด ซึ่ง ออท. ผู้แทนถาวรประเทศต่าง ๆ รวม ๑๖ ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฐาน กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย พม่า เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สเปน อินเดีย ไทย และยูเครน ได้ร่วมลงนามในหนังสือถึงประธานสมัชชาฯ เพื่อให้นำเรื่องวันวิสาขบูชาเข้าเป็นระเบียบวาระการประชุมของสมัชชาฯ


ต่อมาเมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ General Committee ของสมัชชาฯ ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดย ออท.ผู้แทน ถาวรศรีลังกาได้กล่าวถ้อยแถลงสนับสนุนหนังสือร้องขอให้ที่ประชุมบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสมัชชาเต็มคณะ ออท.ผู้แทนถาวรไทย อินเดีย สเปน บังคลาเทศ ปากีสถาน ไซปรัส ลาว และภูฐาน ได้กล่าวถ้อย แถลงสนับสนุน ซึ่งที่ประชุม General Committee ได้มีมติให้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาเต็มคณะ


และในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔ ได้พิจารณาระเบียบวาระที่ ๑๗๔ International recognition of the Day of Visak โดยการเสนอของศรีลังกา


ในการพิจารณา ประธานสมัชชาฯ ได้เชิญผู้แทนศรีลังกาขึ้นกล่าวนำเสนอร่างข้อมติและเชิญผู้แทนไทย สิงคโปร์ บังคลาเทศ ภูฐาน สเปน พม่า เนปาล ปากีสถาน อินเดียขึ้นกล่าวถ้อยแถลงสรุปความว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ทรงตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของสหประชาชาติ จึงขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติ โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติและที่ทำการสมัชชาจะจัดให้มีการระลึกถึง (observance) ตามความเหมาะสม


ที่ประชุมฯ ได้รับรองร่างข้อมติโดยฉันทามติ ถ้อยแถลงของเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรฯ ศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ถ้อยแถลงของนายวรวีร์ วีรสัมพันธ์ อุปทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก


เหตุผลที่องค์การสหประชาชาติหนดให้ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญของโลก เนื่องจากคณะกรรมมาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมพิจารณาและมีมติเห็นพ้องต้องกัน ประกาศให้วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของโลกทั้งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวล มนุษย์ทั้งหลายในโลก จะเห็นได้จากการยกเลิกแบ่งชนชั้นวรรณะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลิกทาสโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นนักอนุรักษ์สัตว์ป่าอีกด้วย กล่าวคือ ทรงสอนให้ไม่ฆ่าสัตว์ ให้รู้จักช่วยเหลือสัตว์ เหตุผลสำคัญ อีกประการหนึ่งคือ พระองค์ ทรงเปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธและทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณสอนโดยไม่คิดค่าตอบแทน


ในวันวิสาขบูชานี้ พุทธศาสนิกชนต่างพากันน้อมระลึกถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยการไปชุมนุมตามพระอารามต่าง ๆ เพื่อ กระทำการบูชาปูชนียวัตถุอันได้แก่ พระธาตุเจดีย์ หรือพระพุทธปฏิมา ที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเครื่องบูชา มีดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น เริ่มด้วยการ สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ด้วยบทสวดมนตร์ตามลำดับดังนี้คือ


............บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ ด้วยบท "อิติปิโสภควา อรหังสัมมาสัมพุทโธ...พุทโธภควาติ"
............บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ ด้วยบท "สวากขาโต ภควตาธัมโม...วิญญูหิติ"
............บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ ด้วยบท "สุปฏิปันโน ภควโตสาวกสังโฆ...โลกัสสาติ"


จากนั้นก็จะกระทำ ประทักษิณ หรือที่เรียกว่า เวียนเทียน รอบพระธาตุเจดีย์ หรือพระพุทธปฎิมาในพระอุโบสถ ด้วยการเดิน เวียนขวาสามรอบ รอบแรกจะสวดบทสรรเสริญพระพุทธคุณ รอบที่สองจะสวดบทสรรเสริญพระธรรมคุณ และรอบที่สามสวดบท สรรเสริญพระสังฆคุณ เมื่อครบ 3 รอบแล้วจึงนำดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระธาตุเจดีย์ หรือพระพุทธรูปในพระอุโบสถ


จากนั้นก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาในพระอุโบสถ ซึ่งปกติจะมีเทศน์ ปฐมสมโพธิ ซึ่งเป็นเรื่องพระพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พิธีเริ่มตั้งแต่ประชุมฟังพระทำวัตรสวดมนต์ แล้วจึงฟังเทศน์ซึ่งจะมีไปตลอดรุ่ง

ที่มา
http://www.dra.go.th/, http://www.dhammathai.org/, http://www.phutti.net/, http://84000.org/

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Good format
ดีมากเลยค่ะ ข้อมูลละเอียดจริงๆ
ขอบคุณค่ะ

#1 By Dan@_$ on 2008-05-19 07:54

พระพุทธเจ้าเป็นยิ่งกว่าบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ เพราะค้นพบสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง สาธุ

#2 By บอสเด้อ on 2008-05-19 13:04

เรียนศาสนามาตั้งแต่เด็ก

แต่ก็ไม่เคยจะจำรายละเอียดอะไรได้หมดเลย

ไปทำบุญกันเถอะลัลล้าbig smile
วันนี้ไปเวียนเทียนมาล่ะครับbig smile
ขอบคุณความรู้ดีๆที่มอบให้กันนะครับ^^

#5 By ซับบาธ... on 2008-05-20 10:30

เอนทรี่อย่างนี้ ไม่มีดาวได้ไง Hot!

#6 By Sana_by_lllmukoilll on 2008-05-20 10:57

วันนี้กระหน่ำแจกดาว Hot!
ผมอำน้องๆ ว่าวันนี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาจากโปรดพระมารดาบนสวรรค์
วันนี้เป็นวันที่พระรัตนไตรยครบองค์
วันนี้เป็นวันที่พระสงฆ์ 1250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย

มันเชื่อกันหมดเลยครับ
โอ้ว มายพระพุทธเจ้า

#7 By Wanwan_by_Beer on 2008-05-20 10:59

อืมๆ....ถืมว่ามีความพยายามHot! Hot!

#8 By wanipook on 2008-05-20 17:45

....ความอัศจรรย์อย่างเดียวของพระสัมมาสัมโพธิ
....คือความว่างโดยแท้
....ซึ่งเหนือกว่าอิทธิฤทธิ์....กากๆ ทั้งมวล
'block cool!'

#9 By BOB_SPOKESMAN OF BROKU on 2008-05-20 20:27

อ่า..ลืมก็ไม่เป็นไรค่ะ ต้าก็ไม่ได้ดูเหมือนกันconfused smile confused smile

วันวิสาขบูชาเสียดายที่ไม่ทันไปใส่บาตรพระ เพราะ เหนื่อยมาก มาก
ไม่ได้ไปเวียนเทียนด้วยค่ะ ฝนตก

#10 By ต้า on 2008-05-20 20:59



วันนี้หลานเเวะมาคุยกับลุงเจ๋ยๆ

น้ำจากเส้นกระเด็นเข้าตาเลยหรอคะลุง
ไม่ไหวมั้งนั่น...ตาเตอแหกหมด
น้ำก้อช่วยไว้ไม่ทันเเล้ว
ยิ่งถ้าต้มย้ำกุ้งด้วยเเล้วนะคะ...
ไม่อยากจะคิด
sad smile


,,ปัจฉิมลิขิต
...ปีนี้ฟ้าฝนไม่เป็นใจอย่างเเรงเลย
หลานอยากเวียนเทียนจับใจ
ก้ออด...ฝนนี่เเบบว่า
เทเอาๆ อย่างกับฟ้ารั่ว
หมดกัน....อดเยย


#11 By Sana_by_lllmukoilll on 2008-05-21 10:20

ลุงค่า

หนูดองจริงๆนะ

ประมาณ 3 เดือนแล้ว

ไอ้ space อ่า

เหอะๆ

#12 By Jayzi'metrolife on 2008-05-21 12:41

ได้ความรู้ดีครับ 19 พ.ค. ยังเป็นวันอาภากรอีกด้วยนะ

#13 By เจ้าชายน้อย on 2008-05-21 13:09

เบื่อชีวิตเมืองจริงๆค่ะ
อยากไปอยู่บ้านนอก..
แต่ก็รักงานและรักสิ่งที่กำลังเรียน

วันนี้คุณแม่ส่งของกินจากบ้านนอกมาให้..
ดีใจมากมายเลย

วันพระใหญ่ปีนี้ไม่ได้ทำบุญเลยอ่ะ

ไม่ป็นไร..วันพระไม่ได้มีหนเดียวนี่นะ

เทคแคร์ค่า..ลุง

#14 By kkw on 2008-05-21 16:04

ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ

นึถึงตอนประถมที่เรียนวิชาสังคมเลย มัธยมก็ยังไม่ลืมเท่าไหร่ แต่พอเข้ามหาลัยแล้วรู้สึกความรู้ทุกอย่างที่เคยมีจะจางๆลงไปยังไงก็ไม่รู้

ด้วยเหตุนี้จะมาแนะนำเพลงนี้ให้ฟัง ร้องมาตั้งแต่เด็กๆใช้ยันโต ทำข้อสอบไม่ต้องนึกนาน

"วันประสูติ วันตรัสรู้และวันปรินิพพาน
เป็นวันเดียวกัน น่าอัศจรรย์วันเพ็ญเดือนหก
เป็นวันวิสาข...."
อะไรก็ไม่รู้ จำได้แค่นี้ แต่รอดแน่นอนค่ะ



ป.ล. ถ้ามีใครร้องเป็นช่วยมาต่อให้หน่อย

#15 By Cheshire_XxX on 2008-05-21 16:52

โอเคครับลุง! (กลายเป็นลุงเต็มตัว หุหุ)
แต่ว่าเรื่องเศียรช้างนี่ก็หลายตำนานอยู่
เห็นทีจะยากยิ่งนัก...
แต่จะพยายามย่างสุดหูรูด!!!
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอแอดเลยนะครับconfused smile
ใช้ FF ต้อง tune up หลายอย่าง แต่ทำครั้งเดียวคุ้มครับ ที่ถามมา ผมไม่เป็นเลยนะ แต่ไปเล่นเครื่องที่อื่นก็เจอเหมือนกันครับ

จริง ๆ กว่าผมจะชอบ FF นี่ก็เป็นปีเลยครับ เพราะเจอปัญหาอย่างที่คุณว่านั่นแหละครับ เลยพาลไม่ชอบมันไปเป็นปี จนได้รู็จักกับเว็บ Firefoxthai.com เข้าน่ะครับ เลยเริ่มเปิดใจ และปรับแต่งตามที่เค้าว่าไว้ แล้วก็เลยใช้มาตลอดเลยครับ ลองไปอ่านบทความที่บล๊อกนี้ก่อนก็ได้ครับ

#17 By เจ้าชายน้อย on 2008-05-21 17:59

ขอบคุณมากที่ช่วยขยายความเรื่องตัวอักษรไทยค่ะ มีรุ่นพี่ที่รู้บาลี-สันสกฤตเคยสอนการออกเสียงตัวประหลาดทั้งหลาย ตามแบบของแขก (ฎ ฎ ฑ ฐ ฯลฯ) แต่รู้สึกว่ามันเกินจะทำได้ในเวลาอันสั้น...

ขอถามนิดว่าหนังสือนางนพมาศนี่เรายังอ้างอิงได้เหมือนสมัยเด็กๆ อยู่หรือเปล่าคะ (โตแล้วจึงรู้ว่าตำราประวัติศาสตร์ที่เรียนๆ มา นอกจากจะบอกไม่หมด บอกตามการตีความของคนเขียนมากกว่าตามหลักฐานที่มีแล้ว ยังมีโกหก ยกเมฆทั้งดุ้นอีกด้วย) sad smile

อย่างไรก็ดี ปีนี้ก็ยังไม่ได้เข้าวัดวันพระใหญ่เลยสักครั้ง...

#18 By RogerWilco on 2008-05-21 18:16

วันหลังจะมาขอถามภาษาบาลีบ้างค่ะ สมัยเรียนดีใจมากที่ทางคณะตัดวิชานี้ออกจากหลักสูตร เพราะได้ยินว่าเป็นวิชาปราบเซียน พอโตขึ้นจึงรู้สึกว่า "ขาด" ไปหาหนังสือมาอ่านเอง แ่ต่ต้องพับเก็บโดยยังไม่ผ่านบทแรก

#19 By RogerWilco on 2008-05-21 18:58

ข้อมูลเพียบเลยคับเอาHot!

#20 By Frankie8 on 2008-05-22 02:10