เรื่องเล่าของนักล่า
posted on 07 Jun 2007 12:25 by devata in Ruralวันหนึ่งในหน้าแล้งเดือนมีนาคม ผมกับเพื่อน มีไอ้บุญเติม และไอ้หนึ่ง ชวนกันไปยิงนกตามท้องไร่ท้องนาตามประสาเด็ก ในบรรดาเพื่อนซี้สมัยเด็ก มีไอ้นะอยู่คนเดียวที่ไม่เคยได้เป็นพันธมิตรนักล่ากับเขา เพราะแม่มันออกจะหวงลูกเอาการ
สายๆกินข้าวปลาอาหารและดูการ์ตูนเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาเดินทาง ต่างคนต่างหยิบอาวุธยุทโธปกรณ์ของตัวเอง มีหนังสติ๊ก กระสุนดินเหนียวตากแห้ง และก้อนหินก้อนกรวดขนาดหัวแม่โป้ง ใส่ไว้ในย่าม หมวกเหมิกไม่ต้อง เดินเอากับแดดเปรี้ยงๆอย่างนั้น เริ่มแรกก็เอาที่รั้วบ้านตัวเอง รอให้มีเสียงก้อนกรวดกระทบหลังคาสังกะสีของบ้านใครคนใดคนหนึ่งกับเสียงก่นด่าซะก่อนจึงค่อยขยับย้ายออกไปห่างจากหมู่บ้าน (ฮา...)
หนังสติ๊กของแต่ละคนนั้น ดูไม่ค่อยจะสะอาดตาเท่าไหร่ เนื่องด้วยคราบเลือดจากสัตว์ที่ถูกสังเวย มักจะถูกชโลมไว้ มันเป็นความเชื่อว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะยิงได้แม่นขึ้น ผมก็เป็นเหมือนกัน แต่เป็นช่วงๆ ถ้าคิดอยากให้มันสะอาดตาขึ้นมาก็ใช้เศษแก้วแตกมาขูดออก เท่านี้หนังสติ๊กก็เป็นของใหม่แล้ว
ง่ามไม้ที่ใช้ทำหนังสติ๊กนั้น แบ่งตามลักษณะแล้วมีสองประเภทใหญ่ๆ คือ ง่ามไม้ธรรมชาติ คือไม้ที่เป็นง่ามอยู่แล้ว เอามาเหลาไห้ได้รูปทรงที่ดีขึ้น ไม้ที่นิยมได้แก่ ไม้มะขาม ข่อย และฝรั่ง ส่วนประเภทที่สองนั้น เป็นการเอาท่อนไม้เนื้อแข็งมาทำให้เป็นง่าม อย่างหลังจะสวยกว่า แต่ไม่ยักทนเท่าอย่างแรก ถ้าจะให้ดีเขาจะใช้ไม้ในส่วนที่เป็นราก ที่เป็นที่นิยมที่สุดคือรากของต้นตะโกหรือมะเกลือ ว่ากันว่าเป็นสุดยอดของสุดยอดหนังสติ๊กเลยทีเดียว ซึ่งผมและเพื่อนของผมเองยังไม่เคยมีใครได้ครอบครอง (ฮา)
เริ่มออกห่างจากหมู่บ้าน การสำรวจสุมทุมพุ่มไม้ก็เริ่มขึ้นพร้อมๆกับการขับขานบทเพลงนักล่า มันคือเสียงผิวปากดีๆนี่เอง ไม่ใช่อะไรหรอกครับ อันนี้ก็เป็นความเชื่ออีกเหมือนกันว่า ถ้าผิวปากแล้วกิ้งก่าจะโผล่มาให้เห็น (กิ้งก่าก็เหมือนแย้ครับ กินได้) นอกจากจะหายิงนกยิงกะปอมแล้ว ถ้ามีรังผึ้งอยู่ด้วยก็ถือว่าโชคดี เพราะเดือนสี่ ต้นไม้ก็ออกดอกส่งกลิ่นหอมไปทั่ว รังผึ้งสักรังจะมีให้เห็นก็คงไม่แปลกนัก
วันนั้นโชคดีอย่างว่า เจอรวงผึ้งใหญ่พอดู แล้วก็เป็นไอ้บุญเติมที่อาสาจะเก็บมาให้กิน เริ่มด้วยการจุดยาเส้นที่มันพกเอาไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ รมมันให้เมาแล้วก็หักกิ่งไม้เอามันมาข้างล่าง และก็ได้กินพอให้ได้อร่อยกันไปอีกครั้ง
ตอนบ่ายแดดจัด พวกเราทั้งสามเดินมาถึงลำห้วย กะปอมที่ถูกสอยคอร้อยเป็นพวงในเชือกฟางถูกวางลงบนพื้นที่เป็นคันห้วย ผมกับไอ้บุญเติมลงเล่นน้ำ สองสิ่งมีชีวิตตัวดำปี๋ก็ได้แทนที่ควายที่แช่อยู่ก่อนหน้า ส่วนไอ้หนึ่งตัดสินใจที่นั่งพักใต้ร่มไม้ใกล้ๆ แต่ฟอร์มอยู่ได้ไม่นานหรอก สักพักมันก็ถอดผ้าถอดผ่อนโดดเล่นเหมือนกัน เป็นสามสิ่งมีชีวิตที่ดำผุดดำว่ายอยู่ในลำห้วย
รายทางก่อนกลับบ้านมีทั้งต้นตะขบ พุทรา และมะขามเทศให้เก็บกินผลเปรี้ยวๆฝาดๆของมันไปพลาง พอเดินเข้าใกล้หมู่บ้านก็เก็บมะเขือพวงในสวนใครก็ไม่รู้เตรียมผัดเผ็ดนกโดยไม่ได้บอกเจ้าของ
มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งต่อๆมาที่ผมไปล่านกกับเพื่อนเช่นเคย บ่ายวันนั้นก็เจอกะปอมตัวเขื่องเข้าตัวหนึ่งเกาะอยู่ที่เสาไม้ที่เป็นรั้วขึงลวดหนามในสวนแห่งหนึ่ง เสาไม้เป็นเสาหัวมุมพอดี(0,0) เพื่อนผมยืนอยู่ในแนวรั้วหนึ่ง(0,d) ส่วนผมก็ยืนอีกแนวรั้วหนึ่ง(-d,0) เป็นแนวฉากของกันและพอดีเป๊ะเลย เพื่อนผมง้างหนังสติ๊ก
ฟ้าว
อย่างรวดเร็ว ก้อนกรวดพุ่งเข้ากระทบกันเสาไม้และกระดอนออกมา มันเป็นมุมฉากเสียด้วย
โป๊ก!!!...
ก้อนกรวดก้อนนั้นโดนหน้าผากข้างซ้ายของผมเข้าอย่างจัง
โอไม่นะ เห็นแก่พระเจ้าเถอะจ๊อร์จ ทำไมมันถึงได้มืดฟ้ามัวดินอย่างนี้ แล้วดาวระยิบระยับเนี่ยมันมาจากไหน
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมไม่นึกอยากกินผัดเผ็ดนกอีกเลย นั่นเป็นการล่าครั้งสุดท้าย คิดดีใจเป็นล้นพ้นว่ามันไม่โดนลูกตา และพันธมิตรนักล่าก็ได้ล่มสลายไปโดยปริยายตั้งแต่วันนั้น ทุกวันนี้ เพื่อนผมเปลี่ยนอาชีพเป็นนางช่างเงินไปแล้ว
#1 By วัชระ on 2007-06-07 16:33