ปัจฉิมภาค : แร้ง
posted on 05 Jul 2008 20:09 by devata in Ironical
กาลครั้งหนึ่ง ในป่าแห่งหนึ่ง นกกระจอกตัวหนึ่งเกิดอาการเศร้าใจอย่างหนักที่บรรดานกชนิดอื่นต่างพากันกล่าวหาตนว่าต่ำต้อย นกยูงก็แล้ว ไก่ฟ้าก็แล้ว ล้วนไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย เจ้านกกระจอกผู้โง่เขลานั้นก็ได้แต่น้อยเนื้อต่ำใจตัวเองทุกวันๆ จนไม่เป็นอันทำมาหากิน
วันหนึ่ง ขณะที่มันบินไปกินน้ำที่ลำธาร มันบังเอิญมองขึ้นไปบนฟ้า และเจอเข้ากับวงปีกที่กว้าง บินอยู่สูงลิบตา มันเอ่ยขึ้น “นั่นพญาอินทรีนี่นา ได้การล่ะ ถ้าเราได้เป็นสหายของพญาอินทรี ก็จะไม่มีใครหาว่าเราต่ำต้อยอีก”
ด้วยความคิดที่ว่า เสียงของมันจะทำให้พญาอินทรีที่อยู่บนฟากฟ้าได้ยิน มันจึงตะโกนด้วยเสียงเล็กๆของมัน “ท่านพญาอินทรี ลงมาหาข้าหน่อย ข้ามีเรื่องให้ท่านช่วยเหลือ”
นกที่เจ้ากระจอกเห็นตัวนั้นค่อยๆร่อนลงมาใกล้พื้นดินมากขึ้น “โอ มาแล้ว” นกกระจอกเอ่ยขึ้น “ได้ยินเสียงของเราแล้ว”
แต่ไม่นานนัก นกกระจอกก็ได้กลิ่นเน่าของซากเนื้อที่เสือตะปบไว้ริมลำธารลอยผ่านจมูกมัน สักพัก นกตัวที่เจ้ากระจอกเห็นมันก็ลงมาเกาะกับซากเนื้อ นกกระจอกถึงเอ่ยออกไป “ที่ยอมลงมานึกว่าจะเป็นเพราะเสียงเรียกของเรา ที่ไหนได้ เพราะเนื้อตายซากเหม็นเน่าตัวนั้นต่างหาก”
นกจาบคาที่เกาะกิ่งไม้ แอบสังเกตอาการของนกกระจอกอยู่นานก็หันมาสนทนากับนกกระจอกอย่างจริงจัง “เป็นอะไรเจ้านกกระจอก”
นกกระจอกเอ่ยตอบไป “นกทั้งหลายว่าข้าต่ำต้อย ข้าเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตนี้ต่อไป”
“โถ น่าสงสาร ดูอย่างข้าสิ ขนของข้ามีสีสันสวยงาม จะแพ้นกกินปลีก็เพียงหน่อยเดียวเท่านั้น แต่ข้าไม่มีโอกาสทำรังอยู่บนต้นไม้เช่นเจ้า ต้องอยู่โพรงดินร่ำไป มีหรือที่ข้าจะไม่เคยได้ยินถ้อยคำที่เจ้าได้ยิน ถ้าข้าฟังคำปรามาสของนกตัวอื่น บัดนี้ข้าคงโดนความอดสูกัดกินใจตายไปนานแล้ว” นกจาบคาเอ่ยอธิบาย
เพราะมันไม่เคยได้ฟังคำปลอบ พอนกกระจอกได้ฟังดังนั้น มันจึงคิดได้ ตั้งแต่นั้นมันจึงดูสดใสร่าเริงกว่านกใดๆมาจนถึงบัดนี้
ทุกเช้าจะเห็นพวกมันขยันขันแข็งตื่นขึ้นมาแต่เช้า ตกเย็นมันก็คุยกันไม่หยุด นกชนิดไหนดูจะมีความสุขเท่านกกระจอกเห็นทีจะต้องหากันนานกว่าจะเจอ
เขียนเอนทรี่ไปแต่งนิทานไป เรื่อง ‘นกกระจอก’ นี้ มันมีทั้งเกร็ดความรู้ คติสอนใจ ถ้อยคำเสียดสี และเป็นนิทานตำนาน คงอ่านได้ ไม่ติดขัดอะไรมากนะหลานๆ (ฮา)
แล้วไหนล่ะแร้ง ? กลายเป็นเรื่องของนกกระจอกซะงั้น /*แต่งๆไปก็ได้สอนตัวเองไปในตัว*/
ความจริง ความรู้สึกอดรนทนไม่ได้มันก็มีนะเวลาไปอ่านไปเจออะไร ถึงกับมานั่งต่อภาคสามให้เป็นไตรภาคไป ว่าเอาล่ะ จะเอาให้มันนอนสะดุ้งทั้งคืนเลย คิดไว้ว่ารอบนี้ถ้าจะเขียนคงมีประเภทว่า ‘แหม ทำไปได้ เซ็นที่ปารีส วันที่ 20 พฤษภา มาเข้าครม.วันที่ 17 มิถุนา’ หรือไม่ก็ ‘ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอ กฎหมายเอามันไม่ได้ ขอมันโดนฟ้าผ่าหรือธรณีสูบทีเถอะ’ ประมาณนั้น เอาแบบห่ามๆหน่อย แต่พอเขียนแล้วได้ออกทะเลไปแล้ว ไอ้ครั้นจะกลับเข้าท่ามันก็ยังไม่อยากเท่าไหร่ ก็เลยเลยตามเลย ไม่เขียนไม่อะไรมันหรอก (หุหุ เขียนไปแล้วเน่อ เนียนสินะ)
เปิดโอกาสให้ตีความกันเอาเองว่า ‘บินสูง มองไกล แต่ดูของที่กินเข้าสิ’ มันเข้ากับพวกไหนในยุคนี้ ลุงเองก็ไม่รู้หรอกว่าหลานๆจะเอาไปใส่กับพวกไหน ทั่วไป หรือเจาะจงสองกลุ่ม ลุงก็มองในแง่ของลุง ถูกผิดคงมี แต่ตอนนี้ถ้าเป็นของสองกลุ่มนั้น ลุงขอถือสีแดงเป็นกาลกิณีต่อไปก่อน
ปล.ยื้อโครงการมานาน แต่หมวดหมู่ Ironical ในที่สุด ก็เป็นรูปธรรม ไม่สู้ดีเท่าใดนัก