ถือซะว่าเป็นควันหลงวันภาษาไทยก็แล้วกัน…

ความจริงในเรื่องการใช้ภาษาไทย ลุงเองก็ให้ความสำคัญนะ แต่มีบ้างที่ละเลย วันนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ลุงจะได้เอาเรื่องภาษาไทยมาเล่าสู่กันฟัง ก็เอาแบบชาวบ้านๆหน่อย วิชาการก็ไม่เกินที่หลานๆได้เรียนเมื่อตอนประถมหรอก

ปัญหาในเรื่องการใช้ภาษาไทยในหลายๆหัวข้อ มีการเขียน การออกเสียง การสร้างประโยค การใช้คำ การนิยาม ที่มาของคำ การใช้เครื่องหมาย ฯลฯ มีทั้งในระดับที่มากหรือระดับที่น้อย แต่อย่างไหนจะมากหรือแบบไหนจะน้อยก็ด้วยสมองอันมีความชาญฉลาดพียงน้อยนิดของลุง ก็ยากที่จะตัดสินได้ แต่ในฐานะที่ลุงก็ใช้สื่อเป็นประจำ ลงพบปัญหา การใช้คำ ทั้งที่ผิดและที่ไม่เหมาะสม ทีนี้ ลองมาคิดกันต่อว่า เราใช้คำในการทำอะไรบ้าง ก็มีการเขียนและการพูด แต่การใช้คำในที่นี้ก็ขอกล่าวแค่การเขียนก็พอ อาจมีโยงเรื่องการพูด (การออกเสียง) บ้างเล็กน้อย

เข้าเรื่อง การเขียนคำผิดและไม่เหมาะสม เกิดจากอะไรได้บ้าง

ประการแรก เกิดจากการเขียนผิดโดยไม่ตั้งใจ (หรือพิมพ์ผิดนั่นเอง) รวมถึงการเขียนแบบตกหล่น ความอันนี้ลุงมองว่าเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ขาดความรอบคอบในการเขียนงานของตัวเอง ลุงเองเป็นออกบ่อย ถ้าคนละเอียดถี่ถ้วนเขาจะมอง ก็มองว่างานเขียนที่มีคำผิดนั้นขาดความละเอียดรอบคอบในการตรวจตราเพียงเท่านั้น ส่วนเรื่องจะก่อให้เกิดการผิดพลาดของการสื่อสารนั้น บริบทยังสามารถช่วยได้ อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดในลักษณะนี้ก็สามารถทำให้ตลกได้ ดังที่ได้พบเห็นกันในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งต่อๆกันอ่าน

ประการที่สอง คำผิดที่เกิดจากการตั้งใจพิมพ์ผิด โดยส่วนหนึ่งมาจากการเน้นเสียงในภาษา เช่น คำว่า เค้า ที่มาจาก เขา คำว่า นิดนึง ที่มาจาก นิดหนึ่ง หรือกระทั่งคำว่า ยื้ม ที่มาจากคำว่า ยืม เป็นต้น และส่วนหนึ่งมาจากการเล่นอักษรในแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นคำว่า สุดยิด นิดนุง เป็นต้น คำในลักษณะแรก พบใช้ทั่วไปในการสื่อสารโดยเฉพาะการสื่อสารที่สะดวกรวดเร็วทั้งหลายในยุคปัจจุบัน ส่วนคำในลักษณะที่สองเป็นที่ยอมรับกันในสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น ไม่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก

ประการที่สาม คำผิดที่เกิดจากการจำตามกันมา โดยคำว่า สังเกต เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ของการใช้คำผิดในลักษณะนี้ ซึ่งคนส่วนหนึ่งเขียน เป็น สังเกตุ เพราะคิดว่าเป็นคำที่เขียนเช่นนี้ ถ้าใครได้ลองสังเกต จะพบว่า คำว่า สังเกตุ ที่ผ่านสื่อจะมีมากขึ้นทุกที

ประการที่สี่ คำผิดที่เกิดจากการคาดเดาโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ยกตัวอย่างหนึ่งที่พอจะมองเห็นได้ชัดคือการใช้ ร และ ล โดยสมมติฐานว่า คนส่วนใหญ่ออกเสียง ร และ ล ไม่ชัด คำที่ได้ยินว่ามีอักษร ล แท้จริงอาจเขียนด้วย ร ก็ได้ ฉะนั้นการเขียนคำที่มีอักษรเหล่านี้ประกอบอยู่ อาจเป็นคำควบกล้ำหรือไม่ก็ตามแต่ จะพยายามเขียนด้วย ร ไปเสีย เช่นคำว่า สะเหล่อ มักพบ สะเหร่อ หรือกระทั่ง เสร่อ ก็มี คำว่า ทะเล่อทะล่า เขียนเป็น ทะเร่อทะร่า ก็เยอะ
ทดสอบสมมติฐานโดยการพิมพ์คำว่า จมปลัก สับปลับ กลับกลอก โดยใช้ จมปรัก สับปรับ กลับกรอก ลงในเสิร์จเอนจิ้น(ทีละคำ) พบการใช้จำนวนไม่น้อย

ประการที่ห้า การขาดความรู้ หรือไม่แยแสต่อหลักการเขียนที่ถูกต้อง พบในการเขียนที่ต้องใช้วรรณยุกต์ประกอบได้ชัดเจนพอสมควร ในกรณีนี้ หลายคนได้ละทิ้งหลักการผันวรรณยุกต์กับหมวดหมู่อักษรไว้เพียงแค่ชั้นประถม จึงปรากฏคำว่า เริ่ด แซ่บ น๊อต และคำในลักษณะเดียวกันอีกหลายคำตามมา

คำว่า เริด ไม่ต้องมีไม้เอก เพราะว่า เริด เริดได้ด้วยตัวมันเอง ออกเสียงโทโดยไม่ต้องพึ่งวรรณยุกต์ วรรณยุกต์ที่เพิ่มเข้ามาไม่ได้ทำให้ เริด มีเสียงสั้นกระชับขึ้นแต่ประการใด คงจะมีแค่เพียงความรู้สึก(ไปเอง) ว่าทำให้เสียงสั้นกระชับขึ้น คำว่า แซบ (ถิ่น อีสาน) ก็เช่นกัน

คำว่า น๊อต ที่ถูกต้องควรเป็น น็อต (knot) เพราะอักษรต่ำ ผันด้วยไม้ตรีไม่ได้ แต่ น็อต ออกเสียงตรีได้ในลักษณะนี้ก็เพราะไม้ไต่คู้ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนเสียงสระยาว (-อ) ให้เป็นสระเสียงสั้นที่คู่กัน (เ-าะ) อักษรต่ำผสมกับสระเสียงสั้นและตัวสะกดในแม่กก กด และกบ เป็นคำตาย มีเสียงตรีโดยไม่ต้องใช้วรรณยุกต์

ประการที่หก การคิดคำขึ้นมาใช้เอง ประการนี้ ควรให้ความสำคัญ การคิดคำขึ้นใช้เอง ส่วนหนึ่งเกิดจากการต้องการบัญญัติศัพท์ใดๆจากคำต่างประเทศ ให้มีชื่อในภาษาไทย เช่น วีดิทัศน์ บัญญัติจาก video (อังกฤษ) เป็นต้น ถ้าเป็นการบัญญัติผ่านราชบัณฑิตยสถานถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าเป็นการปรุงแต่งคำ อาจจะด้วยความคึกคะนองหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะเป็นส่วนส่งเสริมในเรื่องภาษาวิบัติตามมา โดยอ้างการเปลี่ยนแปลงของภาษา ตัวอย่างในลักษณะนี้ได้แก่คำว่า พ่อพิมพ์ พ่องาน พ่อแบบ ใช้โดยคิดว่าเป็นคำที่มีอยู่ในภาษา ซึ่งแท้จริงแล้ว หาความหมายมิได้ คำทั้งสามคำนี้ แทนด้วยคำว่า แม่พิมพ์ แม่งาน และ ต้นแบบ ตามลำดับในทุกๆกรณี

คำว่า ไฟโลกันตร์ (เสนอแนะโดยคุณภูมิผู้ไม่เข้าใจโลก) ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ผู้ใช้ขาดความรับผิดชอบอย่างมากในการสื่อสาร

ทั้งหกประการนี้ ไม่ยากเลยที่จะนำไปพิจารณาและใช้เป็นหลักในการเขียนงานผ่านสื่อ อาจจะไม่ครอบคลุมแต่ถ้าเราไม่ช่วยกัน ภาษาของเราก็จะไม่มีคุณค่าและเราจะไม่รู้สึกหวงแหน บรรพบุรุษของเราก็คงเสียแรงเปล่าในการสั่งสมคุณค่านี้มา

อย่างอื่นลุงก็เน้นมาตลอด มี เค้า มี นึง นี่แหละ ที่แอบเขียนไปหลายครั้งด้วยคิดว่า จะมีใครที่ไหนมาสังเกต แต่เขียนแล้วก็รู้อยู่แก่ใจ เอาเป็นว่า คราวหลังจะพยายามไม่เขียนก็แล้วกันนะ

ทิ้งท้าย
คิดว่าคืนนี้คงนอนดึก แน่เสียยิ่งกว่าแช่แป้ง…

คิดไว้ตั้งนานแล้วว่า เอนทรี่เกี่ยวกับการใช้คำควรได้เขียนและเอามาลง ตอนแรกคิดว่าจะลงต่อจากเรื่องที่แล้ว (ก็คือคราวนี้) แต่รูปผีเสื้อที่มาจากปางสีดายังอยู่ เลยกะว่าจะเอาผีเสื้อต่อให้เป็นเรื่องเดียวกันไปก่อน ไม่อยากเปลี่ยนแนว แต่บังเอิญว่าวันที่ 29 ที่ผ่านมา เป็นวันภาษาไทย ก็พอดีทีเดียว กระทั่งเขียนไว้แล้วในที่ทำงาน คิดว่าจะลงในวันที่ 29 เลยด้วยซ้ำ แต่คิดไปคิดมา เรายังทำไม่ได้ แล้วจะสอนใครเขาทำไม ก็เลยไม่ได้เอามาลง แต่คิดอีกที การบอกการเตือนกันมันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เราเตือนเขา เขาเตือนเรา ถ้าไม่ช่วยกันแล้วจะไปกันรอดหรือ ก็เลยเขียนใหม่ให้อ่านกัน คิดว่ามีประโยชน์ต่อหลายๆคน



อ้อ... ตรวจคำผิดแล้ว แต่ถ้ายังเห็นว่าเหลือ บอกได้เลยนะหลานๆ

แก้ไข ที่เน้นสีคือคำที่พิมพ์ผิด แก่แล้ว แก่แล้วจริงๆ